เฮ ! ผลิตวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกสำเร็จครั้งแรกของโลก – ไทย ลุ้น ได้ใช้ต้นปีหน้า

เฮ ! ผลิตวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกสำเร็จครั้งแรกของโลก – ไทย ลุ้น ได้ใช้ต้นปีหน้า

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

นานาประเทศร่วมคิดค้นผลิตวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกได้เป็นครั้งแรกของโลก ขณะที่ไทยขึ้นทะเบียนวัคซีนแล้ว คาด ได้ใช้ต้นปี 2560 ตั้งเป้าฉีดให้เด็กอายุ 9 ขวบเป็นกลุ่มแรก

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าว “เจาะลึกการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก” ว่า โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสำคัญของทั่วโลกและทวีปเอเชีย ดังนั้น 13 ประเทศจึงได้ร่วมกันคิดค้นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก โดยใช้เวลานานกว่า 50 ปี และในที่สุดก็สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกได้เป็นครั้งแรกของโลก 

สำหรับวัคซีนนี้สามารถควบคุมไข้เลือดออกได้ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ซึ่งประเทศเม็กซิโกได้นำไปใช้แล้วเป็นประเทศแรก ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ก็ได้นำวัคซีนไปฉีดให้เด็กอายุ 9 ขวบที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ 1 ล้านคน ส่วนประเทศไทยได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม

นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า วัคซีนดังกล่าวสามารถควบคุมโรคได้ร้อยละ 65.5 ซึ่งถือว่าสามารถควบคุมได้สูงในระดับหนึ่ง แต่สามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้สูงถึงร้อยละ 80-90 คาดว่าจะสามารถนำวัคซีนมาใช้ในประเทศไทยได้ในช่วงต้นปี 2560 โดยจะฉีดให้กับเด็กอายุ 9 ขวบ เพื่อป้องกันโรคไว้ก่อน เนื่องจากกลุ่มที่พบว่าป่วยไข้เลือดออกมากที่สุดคือกลุ่มอายุ 10-14 ปี ซึ่งจะต้องฉีดวัคซีนทั้งหมด 3 เข็ม เข็มที่ 2 เว้นระยะห่างจากเข็มแรก 6 เดือน และเข็มที่ 3 เว้นระยะห่างจากเข็มแรก 12 เดือน อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามต่อไปว่าการฉีดวัคซีนนี้จะสามารถควบคุมการเกิดโรคได้ 5-6 ปี หรือตลอดชีวิต และต้องวิจัยต่อไปว่า หากวัคซีนป้องกันได้ตลอดชีวิตจะต้องฉีดซ้ำเพื่อกระตุ้นหรือไม่

ขณะเดียวกัน วัคซีนดังกล่าวจะต้องทำให้ครอบคลุมไปถึงกลุ่มอายุอื่นด้วย ซึ่งขณะนี้พบว่าสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี ทั้งนี้ พบว่าผู้ติดเชื้อมีควาเปลี่ยนแปลงทางอายุที่สูงขึ้น จึงได้มีการวิจัยเพิ่มว่าบุคคลที่มีอายุ 60 ปีก็สามารถฉีดได้

ทั้งนี้ หากจะนำมาใช้ในประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านงานสาธารณสุขต้องคำนวณความคุ้มทุน โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ว่าหากนำเข้ามาใช้โดยผลักดันให้เข้าสู่บัญชียาหลักต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าใด และต้องประเมินความคุ้มทุนให้รอบด้าน เพราะหากนำมาใช้ในหน่วยงานของเอกชนจะทำให้เกิดปัญหาควาเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันของคนในประเทศ

สำหรับสถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-8 พฤศจิกายน 2559 มีผู้ป่วยสะสมแล้ว 54,008 ราย เสียชีวิต 51 ราย  

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง
ที่มา :https://health.kapook.com/view160481.html